Skip navigation

การฝึกฝนการร้องเพลงไทยเดิม

ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างนั้น ครูประเวช กุมุท ได้กล่าวไว้ว่า ลักษณะของผู้ขับร้องเพลงไทยเดิมนั้น จำแนกออกเป็นหลักย่อๆคือ
(1) ธรรมชาติของผู้จะฝึกขับร้อง จะต้องมีทุนเสียงที่แจ่มใส มีคลองเสียงต่ำถึงสูงตามธรรมชาติของชายหรือหญิง
มีจังหวะดีโดยธรรมชาติ
(2) วิธีการเบื้องต้นในการฝึก จะต้องฝึกจากเพลงง่ายๆ ศึกษาถึงวิธีการเอื้อน ซึ่งมีทั้งการหุบปากให้เสียงผ่านทางจมูก        หรือเปิดปากให้เสียงออกมาจากลำคอโดยตรง มีกระแสเสียงที่ชัดเจนไม่อู้อี้ อุบอิบ
(3) ศึกษาวิธีการหายใจว่า ควรจะหาช่องหายใจตรงใหน เพราะเพลงไทยเต็มไปด้วยการเอื้อนเสียงที่มีจังหวะยาว จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องการหายใจให้ถูก
(4) ใช้อักขรวิธีให้ถูกต้อง อัขรวิบัติที่มีอยู่ในตัวผู้ขับร้อง ย่อมแสดงถึงความมักง่ายขาดความประณีตบรรจง และแสดงถึงภูมิการศึกษาของผู้ขับร้องเอง
(5) ความขยันหมั่นเพียร หมั่นฝึกปรือ ก็จะเกิดความกล่องตัวขึ้น และทำให้เกิดความแม่นยำ
(6) ศึกษาบทร้อยกรองที่จะร้องว่าเป็นอย่างไร เช่น เป็นกลอน โคลง กาพย์ แต่ละบทจะมีความสละสลวยเพราะพริ้งในตัวของมันเอง ให้ความสนใจกับความหมายของถ้อยคำในบทร้อยกรองนั้นๆโดยละเอียด และจัดแบ่งวรรคตอนให้ถูกต้อง
(7) ใส่อารมณืให้เข้ากับบทขับร้องนั้นๆ การใส่อารมณ์ตามบทร้อง ใช้เพียงเสียงที่ออกมา ให้เข้ากับบทร้องนั้นๆ ไม่ใช้กิริยาท่าทาง
(8) ทำความเข้าใจกับเครื่องประกอบจังหวะหน้าทับของเพลงต่างๆ
(9) มีมารยาทและมีสมาธิในขณะปฎิบัติการขับร้อง

มาลีฮวนน่า (Maleehuana) เป็นวงดนตรีแนวโฟล์คซองซึ่งเป็นดนตรีที่หาฟังได้ยากในประเทศไทย โดยชื่อวง แปลว่า กัญชา (Marijuana) แต่ชื่อภาษาอังกฤษได้เปลี่ยนเป็น Malee แทนคำว่า Mari โดยให้มีความหมายถึง ดอกไม้ หมายถึงดอกไม้ดนตรี มีเพลงที่โด่งดังเช่น เรือรักกระดาษ

 

 

สมาชิก

ประวัติ

ปี 2534 เริ่มจากนักศึกษาศิลปะที่รวมตัวกันโดย คฑาวุธ ทองไทย ที่กำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากร, ธงชัย รักษ์รงค์ เล่นดนตรีอยู่ตามผับทางภาคใต้ และสมพงษ์ ศิวิโรจน์ ที่กำลังศึกษาที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป และเป็นผู้ตั้งชื่อวงด้วยความชื่นชอบในดนตรีแนวเร็กเก้ แต่วงก็ต้องหยุดลงเพราะสมพงษ์ ศิวิโรจน์ เกิดท้อถอยกับปัญหาสังคม ทุกคนจึงจำต้องแยกย้ายกันไประยะหนึ่ง ต่อมาในปี 2537 วงมาลีฮวนน่าได้ออกอัลบั้มแรกของมาลีฮวนน่าใช้ชื่อว่า บุปผาชน และมี เชิดชัย ศิริโภคา ได้เข้ามาช่วยเหลือเรื่องการเงินสำหรับการทำเทป โดยออกวางขายแบบใต้ดิน ฝากขายตามแผงเทปต่าง ๆ เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์

 

การทำงานเพลง

มาลีฮวนน่า เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงทั่วประเทศด้วยเพลง หัวใจพรือโฉ้, ลมเพ ลมพัด, เรือรักกระดาษ และสามารถขายเทปอัลบั้มดังกล่าวได้ถึง 20,000 ตลับ เป็นประวัติการณ์ของวงดนตรีแนวอินดี้ ในปี 2538 มาโนช พุฒตาล เจ้าของค่ายไมล์สโตน ชักชวนให้มาลีฮวนน่าเข้ามาร่วมงาน มาลีฮวนน่าเริ่มออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศในปี 2539 โดยการออกอัลบั้มชุดที่ 2 คือ คนเช็ดเงา ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมียอดขายถึง 1,000,000 ตลับ ในปี 2543 มาลีฮวนน่าได้ย้ายค่ายมาอยู่ บริษัท ดรีม เรคคอร์ด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของตัวเอง

 

ผลงานเพลง

  1. ลมเพ-ลมพัด
  2. หัวใจละเหี่ย
  3. วิถีคนจร
  4. นิรันดร์
  5. ไปไกล
  6. เรือรักกระดาษ
  7. หัวใจพรือโฉ้
  8. ลานนม-ลมเน
  9. รักสาวพรานนก
  10. ชุ่มฉ่ำในดวงใจ
  1. เขเรือ
  2. หมาหยอกไก่
  3. ร้องไห้กับเดือน
  4. เด็กน้อย
  5. คนเช็ดเงา
  6. ชะตากรรม
  7. โมรา
  8. ฝุ่น (CHIRI CHIRI)
  9. คนเลว
  10. คืนใจ
  11. ชุ่มฉ่ำในดวงใจ
  1. ลืม
  2. ถนนแปลกแยก
  3. ตุ้งแกวด
  4. ก้าวย่าง-ทางเดิน
  5. หมาล่าเนื้อ
  6. กลับกลาย
  7. อาวรณ์
  8. แปรเปลี่ยน
  9. สำนึก
  10. ยุควิบัติ
  11. เทียมฟ้า
  1. แสงจันทร์
  2. สมิหลา-รูสมิแล
  3. พร้าว
  4. คืนมา (SEASON IN LOVE)
  5. เรือน้อย
  6. น้ำตา
  7. พี่ชาย(ที่แสนดี+แห้ว)
  8. นักดนตรี
  9. นกกรงหัวจุก
  10. ขอทาทน้อย
  11. MUK
  1. ชบา
  2. ระบำชีวิต
  3. เรียนรู้
  4. มาลีฮวนน่าปาตี้
  5. สายน้ำ..สายเลือด
  6. ลัง
  7. ไกลบ้าน
  8. ละหมาดอารมณ์
  9. ธารหัวใจ
  10. ระยำชีวิต
  1. ลัง
  2. จันทร์ฉาย
  3. ว่าวจุฬา
  4. วัยรุ่น
  5. สายน้ำ (KILLING FIELD)
  6. มุดก้อนเมฆ
  7. มายา
  8. กลัว
  9. สหายสุรา
  10. รอยทาง
  1. ไอ้ใบ้
  2. อีสาระภา
  3. โจใจ
  4. แผลเมือง
  5. พี พี มายเดียร์
  6. บางเงา
  7. หนาวเล
  8. เสียสาว
  9. โปรดทิ้งฉันไว้ที่ปลายขอบฟ้า
  10. มองอย่างนก
  11. คนโซ
  12. ออกเล
  1. กระท่อมกัญชา
  2. บัวทอง
  3. เพียงลมพัดผ่าน
  4. ยิ้มให้กับฝัน
  5. ช่วยจันทร์(ราหูอมจันทร์)
  6. ถนนชีวิต
  7. เพ้อรัก
  8. แดดสุดท้าย
  9. นกบอดลัดฟ้า
  10. ในฝัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คลีนิกแก้โรคติดวิดีโอเกม เปิดขึ้นเป็นแห่งแรกในยุโรปมีชื่อว่า “ศูนย์ที่ปรึกษาการเสพติดสมิธแอนด์โจนส์” ตั้งอยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

คีธ แบกเคอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ กล่าวว่า วิดีโอเกมอาจดูไม่มีพิษภัย แต่ก็ทำให้คนเสพติดได้เช่นเดียวกับการพนันหรือยาเสพติดซึ่งเลิกได้ยาก ดังนั้น ผู้ที่ติดจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา ตั้งแต่เดือนม.ค.2549 คลินิกดังกล่าวรับรักษาผู้เสพติดวิดีโอเกม 20 ราย มีอายุตั้งแต่ 13-30 ปี บางรายมีอาการสั่น เครียด เหงื่อออก และวิตกกังวลเมื่อเห็นคอมพิวเตอร์

โปรแกรมล้างพิษติดเกมจะเริ่มขึ้นในเดือน ก.ค. และดำเนินต่อเนื่องนาน 8 สัปดาห์ ตลอดระยะเวลาดังกล่าวผู้ป่วยจะได้รับการดูแลจากนักบำบัดและการเสริมสร้างความสนใจในกิจกรรมทางเลือก

“ผมเคยเห็นสัญญาณการเสพติดเกมในเด็กสุดอายุ 8 ขวบ เรามีเด็กๆ ที่สื่อสารกับผู้คนแบบซึ่งๆ หน้าไม่เป็น เพราะพวกเขาใช้เวลาตลอด 3 ปีที่ผ่านมาคุยกับใครบางคนในเกาหลีผ่านทางคอมพิวเตอร์ทำให้สังคมรอบตัวของพวกเขาหายไปหมดเกลี้ยง” แบกเคอร์กล่าว

สาเหตุอาการเสพติดวิดีโอเกมสามารถเริ่มต้นมาจากเครื่องเล่นเล็กๆ อย่าง “เกมบอย” ซึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ซื้อให้เพื่อหวังให้ลูกๆ มีกิจกรรมทำจะได้ไม่มัวจ่อมอยู่หน้าจอทีวี จากจุดนั้นจะค่อยๆ พัฒนาไปถึงเกมที่มีความหลากหลายและท้าทายมากขึ้นแบบไม่มีวันจบ จากสถิติพบว่าผู้ติดเกมส่วนใหญ่ได้รับวิดีโอเกมแรกในชีวิตเป็นของขวัญจากพ่อแม่

ไฮก์ แวน เดอร์ เฮจิเด็น อายุ 28 ปี ผู้ผ่านการบำบัดจากคลินิกสมิธแอนด์โจนส์ เปิดเผยว่า เริ่มเล่นวิดีโอเกมเมื่อ 20 ปีก่อน เวลานั้นยังเรียนอยู่วิทยาลัย โดยเล่นเกมวันละราว 14 ชั่วโมง และใช้ “ยา” เพื่อให้เล่นได้นานขึ้น

“สำหรับผมการเล่นเกมแค่ 5 นาทีนั้นไม่เคยพอ ผมจะเล่นไปจนกว่าตัวเองจะน็อกไปเลย”

แรกเริ่มเฮจิเด็นมาที่คลินิกในเดือนต.ค.2548 ด้วยอาการติดยา แต่ตระหนักดีว่าต้นตอปัญหาที่แท้จริงคือติดเกม ตั้งแต่รับการรักษาเขาสามารถดึงตัวเองออกห่างจากเพื่อนกลุ่มเล่นเกมและสูบบุหรี่ ตอนนี้เขายืดอกพูดได้แล้วว่า เลิกติดยาและเกมมาได้ 8 เดือนแล้ว

แบกเคอร์ กล่าวว่า บ่อยครั้งที่นักเล่นเกมใช้เกมเพื่อหนีจากปัญหาชีวิต เพราะเมื่อเล่นสมองของพวกเขาจะหลั่งเอนโดรฟีน ซึ่งทำให้รู้สึกเช่นเดียวกับคนติดการพนันหรือติดยา นอกจากนี้ คนติดเกมจะตอบคล้ายคลึงกับพวกที่ติดเหล้าและติดพนันว่าตนจำกัดการเล่นได้

“เด็กหลายคนเชื่อว่าเมื่อพวกเขานั่งลง พวกเขาจะเล่น 2 เกมแล้วจะไปทำการบ้าน” แบกเคอร์กล่าว

ด้านทิม ผู้ป่วยอีกหนึ่งที่กำลังรับการรักษา กล่าวว่า เริ่มเล่นวิดีโอเกมเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนอายุ 18 ปี หลังจากนั้นไม่นานก็ไม่ออกจากห้องไปกินข้าวเย็น ต่อมาก็เริ่มใช้ยาเพื่อให้ไม่ง่วงจะได้เล่นนานขึ้น สุดท้ายจึงรู้ตัวว่าต้องการความช่วยเหลือ

แบกเคอร์ กล่าวว่า อาการของคนติดเกมดูได้ง่าย ผู้ปกครองจะสังเกตพบหากลูกละเลยกิจวัตรประจำวัน ใช้เวลาหลายชั่วโมงขลุกอยู่กับคอมพิวเตอร์และไม่สนใจเพื่อนฝูง เมื่อนั้นก็ถึงเวลาต้องส่งตัวมารักษาแล้ว

41460

สุนัขพันธุ์บางแก้ว

 

 สุนัขพันธุ์บางแก้ว           ความดุดัน สง่างาม บวกความฉลาด และมีรูปร่างไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปทำให้ทุกวันนี้มีผู้คนนิยมเลี้ยงกันมาก ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป บ้างก็เลี้ยงไว้เป็นเพื่อนเล่นคลายเหงา บ้างก็เลี้ยงไว้เพื่อส่งเข้าประกวด ล่าถ้วยรางวัลหรือบางคนก็ยึดเป็นอาชีพผลิตลูกสุนัขขายอย่างเดียว ฯลฯ

แต่ไม่ว่าใครจะเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์อะไร สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องได้รับเหมือนกันก็คือเป็นยามเฝ้าบ้านชั้นดี ส่วนการเลือกสุนัขพันธุ์นี้อย่างที่ คุณสุรวุฒิ บุญสวัสดิ์ เจ้าของฟาร์ม “คอกขันทอง” ระบุว่า หมาบางแก้วจะเดินหรือวิ่งเหยาะๆ ท่วงท่าสวยงาม ปกติจะวิ่งซอยเท้าถี่ๆ สง่างาม บางตัวเวลาเดินเห็นแผงขนบนสันหลังยกขึ้นดูสง่างาม เฉกเช่นม้าย่างเท้าสวนสนาม

หมาพันธุ์นี้ขึ้นชื่อมากในเรื่องความดุ มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของ รักและหวงเจ้าของ ไม่ชอบคนแปลกหน้า มีความสามารถในการดมกลิ่นเป็นเลิศ จำเสียงได้แม่นยำ กินอาหารง่าย มีความกล้าหาญ กล้าที่จะสู้กับสุนัขที่ตัวโตกว่า มีประสาทตื่นอยู่เสมอแม้นอนหลับ เป็นสุนัขที่ชอบเล่นน้ำ

เมื่อหมอบข้อศอกจะแนบกันพื้นและเท้าหลังจะแบออกทั้งสองข้าง ก่อนจะกินน้ำในอ่าง ชอบเอาเท้าหน้าข้างหนึ่งข้างใดจุ่มลงไปในอ่างก่อน เวลาขู่จะเหยียดขาหน้าพุ่มไปข้างหน้า แล้วผงกหัวและแผงขนหลังตั้งขึ้นพร้อมกับส่งเสียงขู่ นี่คือจุดเด่นของบางแก้วที่ต่างไปจากหมาพันธุ์อื่นๆ

46676__03032008044020

การดริฟท์ หมายถึง ความต่างของมุมการไถลระหว่างยางหน้าและหลังของรถ เมื่อล้อหลังลื่นไถลด้วยมุมที่มากกว่าล้อหน้า นั่นคือรถกำลังดริฟท์อยู่ หรือคือการโอเวอร์สเตียร์ ด้านท้ายของรถจะกวาดออกตลอดโค้ง คนขับจะใช้ประโยชน์จากยางหน้าและหลัง เพื่อควบคุมรถให้ไปในทิศทางที่ต้องการ ยิ่งเดินคันเร่งก็จะยิ่งเพิ่มมุมการไถลของล้อหลังทำให้ท้ายยิ่งกวาดจนแทบจะหมุนเลยทีเดียว ประเด็นก็คือเพื่อให้คนขับสามารถใช้พวงมาลัยและคันเร่งในการทำให้มุมของรถและทิศทางที่รถกำลังมุ่งไปสมดุลกัน

          การดริฟท์ คือ สไตล์การขับที่ต้องทำโอเวอร์สเตียร์เข้าหาโค้ง และผ่านโค้งนั้นไป โดยปกตินั้นจะสามารถทำได้ด้วยรถที่เป็นระบบขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง เพราะลักษณะการถ่ายกำลังและการถ่ายเทน้ำหนักของมัน เหมาะสมสุด ๆ สำหรับการนี้โดยเฉพาะ การดริฟท์อาจจะใช้เพื่อความสนุก ซึ่งมีจุดประสงค์ที่ว่าผสมผสานระหว่างความสนุกกับการเสริมทักษะในการควบคุมรถ หรือใช้ในการแข่งก็ได้ การแข่งดริฟท์ เป็นการแข่งที่ดูจากสไตล์มากกว่าความเร็วที่วิ่งได้ต่อรอบ หรือ ตำแหน่งตอนเข้าเส้นชัย เกณฑ์การตัดสินหลัก ๆ จะขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัยได้แก่ 1. มุมการเข้าโค้ง 2. ไลน์ 3. ความเร็ว 4. ลูกเล่นหรือสไตล์          

          การดริฟท์ไม่ใช่วิธีที่ทำให้ไปได้เร็วที่สุดในสนามแข่ง แต่การดริฟท์จะมีประโยชน์มากอย่างเช่นในการแข่งแรลลี่ แต่ในการแข่งเซอร์กิตนั้น การดริฟท์จะทำให้รถไปได้ช้ากว่าการใช้เทคนิคธรรมดา

ประวัติ การดริฟท์

          การดริฟท์มีต้นกำเนิดมาจากพวกนักแข่งตามถนนบนภูเขาแถบชนบทของประเทศญี่ปุ่น เป็นการแข่งบนถนนบนภูเขา (เรียกว่า โทเกะ) จนในที่สุดก็พัฒนามาเป็นรายการแข่งที่ต้องใช้ทุน และการโฆษณาต่าง ๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและอนุมัติโดยองกรณ์ และจัดแข่งตามสนามแข่งเอกชนต่าง ๆ การดริฟท์ในสหรัฐอเมริกาเริ่มขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1996 ซึ่งเป็นรายการแข่งที่จัด ณ สนามแข่ง Willow Springs, California จัดขึ้นโดย นิตรยสาร Option แต่มันก็ไม่ได้รับความนิยมจนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 2002 นักดริฟท์ชาวญี่ปุ่นก็ยังคงถือว่าเป็นผู้นำในด้านเทคนิค และการปรับปรุงรถ แต่พวกอเมริกันเองก็พัฒนาตัวเองและตามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด่วน !!! ใครที่อยากมีร.ายได้ โดย ทำงานจากที่บ้าน ร.ายได้ 5 พัน – 5 หมื่น บ/ด ขึ้นอยู่กับ ตัวคุณเอง ทำงานวัน ละ 3-4 ชม.โดยการใช้เน็ตในการทำงานสนใจเข้ามาดูได้ที่  www.agel.visit.ws

          ตามข่าวลือนั้น Keiichi Tsuchiya เมื่อตอนแข่งรถอยู่ และอยู่ในอันดับรั้งท้าย เขาตัดสินใจที่จะเหวี่ยงรถผ่านโค้ง ทำให้เหล่าฝูงชนรู้สึกตกตะลึงและรู้สึกประหลาดใจไปตาม ๆ กัน ภายหลัง Tsuchiya เรียกมันว่า “การดริฟท์” ในขณะที่นี่อาจไม่ใช่ต้นกำเนิดของมัน แต่มันก็เป็นที่มาของชื่อและการแสดงให้คนอื่นเห็นเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1977 Keiichi เริ่มต้นอาชีพการแข่งของเค้าด้วยการขับรถหลายคัน ในการแข่งระดับมือสมัครเล่นรายการต่าง ๆ การแข่งในรถที่ไม่ค่อยมีกำลังแบบนี้ค่อนข้างยาก แต่ก็ทำให้ได้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี ต่อมา Keiichi ก็มีโอกาสได้ขับรถ Toyota AE86 Sprinter Trueno ซึ่งมีสปอนเซอร์หลักคือ ADVAN ในหลาย ๆ การแข่ง ในขณะที่เข้าโค้งขาลง เขาจะดริฟท์รถของเค้า และทำให้ได้ความเร็วขณะเข้าโค้งมากกว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ ของเค้า เทคนิคนี้ ทำให้เค้าได้รับการขนานนามว่าเป็น Drift King ไม่ใช่เพราะอย่างที่หลายคนเข้าใจว่าเค้าเป็นคนแรกที่ดริฟท์

          หลาย ๆ เทคนิคซึ่งใช้กันในปัจจุบันในการดริฟท์นั้นถูกพัฒนาขึ้นโดยเหล่านักแข่งแรลลี่บนทางวิบาก ทางฝุ่น หรือแม้แต่บนหิมะ บนพื้นผิวถนนเช่นนั้น วิธีที่จะเข้าโค้งได้เร็วที่สุดก็คือการสไลด์

          ในปัจจุบันนี้ การดริฟท์ได้มีวิวัฒนาการจนกลายเป็นกีฬา ซึ่งนักขับต้องแข่งกันในรถที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เพื่อสไลด์ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการแข่งระดับสูง โดยเฉพาะการแข่ง D1 Grand Prix ในประเทศญี่ปุ่น ในสหราชอาณาจักร และในสหรัฐอเมริกา นักขับสามารถที่จะทำให้รถของเค้าสไลด์อยู่ได้นาน และสไลด์ผ่านโค้งหลาย ๆ โค้งติด ๆ กันได้ การแข่งดริฟท์นั้นไม่ได้ตัดสินจากการที่ดูว่าใช้เวลาเท่าไหร่ในการวิ่งวนครบรอบสนาม แต่ดูจากการเข้าไลน์ มุม ความเร็ว และปัจจัยในการแสดง ไลน์ เกี่ยวกับการเข้าให้ถูกไลน์ ซึ่งโดยปกติจะถูกกำหนดและบอกไว้ก่อนโดยกรรมการ มุม คือมุมของรถในตอนดริฟท์ ยิ่งมากยิ่งดี ความเร็ว คือความเร็วตอนเข้าโค้ง ตอนผ่านโค้ง และตอนออกจากโค้งไปแล้ว ยิ่งเร็วยิ่งดี

          ปัจจัยการแสดงนั้นขึ้นอยู่กับหลาย ๆ อย่าง เช่น จำนวนของควันยาง รถเฉียดกำแพงมากขนาดไหน มันขึ้นอยู่กับว่าทุกอย่างดู “เจ๋ง” ขนาดไหน ในรอบสุดท้ายของการแข่งมักจะเป็นการแข่งของรถดริฟท์สองคันซึ่งเรียกเล่น ๆ กันว่า “tsuiso” (การวิ่งไล่กัน) ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งคือการที่รถคันนึงไล่รถอีกคันนึงในสนาม เพื่อพยายามที่จะไล่ให้ทัน หรือแม้แต่แซงรถคันข้างหน้า ในรอบ tsuiso นี้ มันไม่เกี่ยวกับไลน์ในการดริฟท์ แต่ขึ้นอยู่กับว่านักดริฟท์คนไหนดริฟท์ได้น่าตื่นตาตื่นใจมากกว่ากัน โดยปกติแล้ว รถคันที่นำ จะทำมุมการดริฟท์แบบสุด ๆ แต่ก็ยังหัวชิดโค้งอยู่เพื่อบังกันไม่ให้โดนแซง รถคันที่ตามโดยปกติจะดริฟท์ด้วยมุมที่น้อย ๆ แต่จะใกล้กับคันหน้ามาก ๆ รถไม่จำเป็นต้องตามให้ทัน และในความเป็นจริงแล้วในบางกรณี รถที่ถูกทิ้งในทางตรงหากดริฟท์สวยก็จะชนะในรอบนั้นไปเลย การหมุน การอันเดอร์สเตียร์ หรือการชนกันนั้นจะส่งผลให้ตกรอบนั้นไปเลย

 

เทคนิคการดริฟท์
          มันมีหลายวิธีเพื่อที่จะดริฟท์ ซึ่งได้แก่ (หมายเหตุ : ควรปิดระบบ ABS และ TCS ก่อน เพราะระบบเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อกันไม่ให้รถเกิดการสไลด์)           -Braking Drift- การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เหยียบเบรกอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่โค้ง เพื่อที่ว่าจะได้ทำให้รถนั้นสามารถถ่ายน้ำหนักและทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ จากนั้นก็ควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและคันเร่ง การปรับอัตราการจับของเบรกก็ช่วยในการดริฟท์ได้ ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสไตล์การขับของแต่ล่ะคน โดยปกติแล้ว หากอัตราการจับของเบรกค่อนไปทางล้อหลังจะช่วยให้เกิดการดริฟท์ได้ดีกว่าด่วน !!! ใครที่อยากมีร.ายได้ โดย ทำงานจากที่บ้าน ร.ายได้ 5 พัน – 5 หมื่น บ/ด ขึ้นอยู่กับ ตัวคุณเอง ทำงานวัน ละ 3-4 ชม.โดยการใช้เน็ตในการทำงานสนใจเข้ามาดูได้ที่  www.agel.visit.ws  

          -Power Over Drift- การดริฟท์ชนิดนี้ทำได้โดยการ เข้าโค้งทั้ง ๆ ที่เหยียบคันเร่งเต็มที่ก่อให้เกิดการโอเวอร์สเตียร์เมื่อถึงโค้ง มันเป็นวิธีดริฟท์โดยทั่วไปสำหรับพวกรถขับเคลื่อน 4 ล้อ (ได้ผลดีกว่ารถขับเคลื่อนล้อหลัง) Keiichi Tsuchiya เคยบอกว่าเค้าก็เคยใช้เทคนิคนี้เมื่อตอนที่เค้ายังหนุ่ม และกลัวที่จะดริฟท์เมื่อถึงโค้ง แต่อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้จะก่อให้เกิดอาการล้อฟรีทิ้งมากกว่าการดริฟท์หากเข้าด้วยมุมที่ผิด

          -Inertia (Feint) Drift- เทคนิคนี้สามารถทำได้โดยการโยกรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งและหลังจากนั้นก็อาศัยแรงเฉื่อยของรถ เพื่อเหวี่ยงรถกลับมาในทิศทางของโค้ง จากการที่เราหักหัวออกนอกโค้ง และหักกลับมาอย่างเร็ว คุณก็จะได้มุมที่ดีกว่า ในบางครั้ง การเบรกระหว่างที่เหวี่ยงรถไปในทิศทางตรงกันข้ามกับโค้งนั้นก็ช่วยในเรื่องของการถ่ายเทน้ำหนักเช่นกัน และจะทำให้เข้าโค้งได้ดีกว่าเดิมอีก นักดริฟท์มืออาชีพหลายคนกล่าวไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งในเทคนิคทำได้ยากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสหมุนสูง

          -Handbrake/ebrake Drift- เทคนิคนี้ค่อนข้างจะง่าย ดึงเบรกมือเพื่อให้ด้านหลังสูญเสียแรงยึดเกาะและควบคุมการดริฟท์ด้วยพวงมาลัยและการเดินคันเร่ง มีบางคนถกเถียงกันในเรื่องนี้ว่าการใช้เบรกมือนั้น ก่อให้เกิดการดริฟท์ หรือเป็นเพียงแค่พาวเวอร์สไลด์ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การใช้เบรกมือก็ไม่ต่างจากเทคนิคอื่น ๆ เพื่อดริฟท์ โดยทั่วไปแล้วนี่เป็นเทคนิคหลักสำหรับการดริฟท์รถขับเคลื่อนล้อหน้า นี่เป็นเทคนิคแรกที่มือใหม่จะใช้หากรถของเค้าไม่มีแรงกำลังมากพอที่จะทำให้รถสูญเสียแรงยึดเกาะด้วยเทคนิคอื่น ๆ และเทคนิคนี้ก็ใช้กันอย่างมากในการแข่งดริฟท์เพื่อดริฟท์ในโค้งกว้าง

          -Dirt Drop Drift- เทคนิคนี้ทำได้โดยการให้ล้อหลังของรถตกลงไปข้างทางที่เป็นดินเพื่อรักษาหรือเพื่อให้ได้มุมการดริฟท์โดยไม่สูญเสียกำลังหรือความเร็ว และเพื่อที่จะเตรียมสำหรับโค้งต่อไป เทคนิคนี้ใช้ได้เฉพาะกับถนนที่ไม่มีแผงกั้นและมีดินหรือฝุ่นหรืออะไรอย่างอื่นที่ทำให้สามารถสูญเสียแรงยึดเกาะได้ นี่เป็นเทคนิคที่ใช้กันโดยทั่วไปในการแข่งแรลลี่ WRC

          -Clutch Kick- เทคนิคนี้ทำได้โดยการเบิ้ลคลัทช์ (การเหยียบและปล่อย ปกตจะกระทำมากกว่า 1 ครั้งในการดริฟท์เพื่อการแต่งโค้งด้วยความรวดเร็ว) เพื่อให้แรงขับเคลื่อนเกิดการสะดุด ทำให้รถเสียสมดุล มันทำให้ล้อหลังเกิดอาการลื่นไถลและทำให้คนขับสามารถก่ออาการโอเวอร์สเตียร์ได้

          -Choku Dori- นี่เป็นเทคนิคขั้นสูงซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้หนี่งในเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อเริ่มการดริฟท์ จากนั้นก็ใช้เบรกมือเพื่อการยืดการดริฟท์ในโค้ง

          -Changing Side Swing- เทคนิคนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในการแข่ง D1 ในญี่ปุ่น และมีความคล้ายคลึงกับ Inertia (Feint) Drift เป็นอย่างมาก ส่วนมากมันจะถูกใช้ในตอนที่จะดริฟท์โค้งแรก ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นโค้ง Double Apex และอยู่ต่อจากทางตรงยาว หากทางตรงยาวที่อยู่ก่อนโค้ง Double Apex นั้นมีลักษณะเป็นทางลง นักขับจะขับชิดขอบสนามด้านในโค้ง จากนั้น ด้วยการกะจังหวะที่ถูกต้อง นักขับจะเหวี่ยงหักรถไปอีกด้านนึงทันที การทำแบบนี้ ทำให้โมเมนตัมของรถเปลี่ยนไป ทำให้ล้อหลังสูญเสียแรงยึดเกาะ ตอนนี้รถอยู่ในช่วงดริฟท์แล้ว หลังจากนั้นก็ดริฟท์อย่างต่อเนื่องไปจนผ่านโค้ง

          -Manji Drift- เทคนิคนี้ใช้ตอนดริฟท์บนทางตรง ผู้ขับจะเหวี่ยงรถสลับข้างไปมาระหว่างดริฟท์ ซึ่งดูน่าทึ่งมาก มันสามารถใช้เป็นเทคนิคนำก่อนจะใช้เทคนิคต่อ ๆ ไปในข้างต้นก็ได้

          -Dynamic Drift- เทคนิคนี้จะคล้าย ๆ กับ Choku Dori มันใช้รูปแบบของเทคนิคด้านบนทั้งหมด และไม่จำกัดเพียงแค่ 1 เทคนิค นำมารวมกันเพื่อให้ได้การดริฟท์ที่วางเอาไว้
<!–
[กลับหัวข้อหลัก][ แก้ไข ]
–>

การดริฟท์

[ดูภาพทั้งหมดในหมวด]

ข้อเท็จจริงน่ารู้เกี่ยวกับการดริฟท์
          – สำหรับนักขับชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเข้าถึง D1 พวกเขาจะต้องผ่านหนึ่งในรายการของ Option ให้ได้ซะก่อน “Ikaten” นี่คือที่ที่เหล่ามือสมัครเล่นจะมาพิสูจน์ฝีมือตัวเองเพื่อให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของ D1 หากพวกเขาได้รับการคัดเลือก พวกเขาจะได้รับ “D1 License” ซึ่งทำให้พวกเขามีโอกาสเข้าสู่รอบคัดเลือกของ D1 ประเทศอื่นที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นค่อนข้างจะได้รับสิทธิพิเศษหน่อยตรงที่แค่ไปงาน “Driver’s Search” เพื่อที่จะได้ D1 License           – Kumakubo เป็นเจ้าของสนาม Ebisu ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม D1 มีต้นกำเนิดมาจากที่นั่น และก็เป็นอีกเหตุผลที่ว่าทำไม Kumakubo ถึงขับได้ดีในรอบ Tsuiso

          – คุณอาจเคยสังเกตเห็นคำว่า “Big X” บนฝากระโปรงรถของ Kumakubo Big X คืองานโชว์กลางแจ้งที่รวมเอาการโชว์ดริฟท์ โมโตครอส และกีฬา Xtreme อื่น ๆ รวมไว้ด้วยกัน โดยนำเอาระดับท๊อป ๆ ของแต่ละแขนงมารวมตัวกัน

          – กลุ่มดริฟท์ของ Big X มีชื่อเรียกว่า Drift Xtreme ซึ่งนักแข่งชั้นนำของ D1 จะถูกเชิญให้เข้าร่วมเมื่อเค้าเริ่มเป็นที่รู้จัก คุณจะเห็นสติ๊กเกอร์ Drift Xtreme บนรถ D1 หลายคัน ยกตัวอย่างเช่น Nobushige Kumakubo, Nomura Ken, Kazama Yasuyuki, Miki Ryuji, Kazuhiro Tanaka, และ Yuki “Dirt” Izumida

          – Taniguchi Nobuteru ขับรถมาสี่คันแล้วกับ HKS ในการแข่ง D1 ก็มี RS1 Hyper Silvia S15 (ซึ่ง Keiichi Tsuchiya เอาไปมิดมา อาจมีคนเคยเห็นคลิปนี้แล้ว) และ RS2 Hyper Silvia S15 อีกสองคัน (คันนึงจาก HKS Power Japan อีกคันจาก HKS Europe) และคันสุดท้าย Genki RP Atltezza ซึ่งถูกออกแบบให้ไม่มีของแต่งต้นแบบหรือของแต่งตัวทดลองของ HKS เลย เพื่อจุดประสงค์ที่ว่า นักดริฟท์ทั่วไป สามารถแต่งตามแบบรถคันนี้ได้ (แต่ในขณะที่แปลบทความนี้ รู้สึกเค้าจะมีรถใหม่อีกคันแล้ว เป็น Toyota Aristo สีแดง)

          – นักแข่ง D1 หลายคนดังมากทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา และมักจะมีอีกอาชีพทำอยู่ในการแข่ง Super GT หรือ Super Taikyu เช่น Manabu Orido และ Taniguchi Nobuteru เป็นต้น และ Keiichi Tsuchiya เอง ก็ทำงานเป็นผู้จัดการให้กับทีมในการแข่ง Super GT ด้วย

          – สำหรับการแข่ง Super GT Manabu Orido ขับ Advan Eclipse Supra ในคลาส GT500 Nobuteru Taniguchi ขับ WEDSSPORT Celica ในคลาส GT300 ทั้งคู่อยู่ในทีมเดียวกันในการแข่ง Super Taikyu และขับ Porsche GT3 สำหรับ Keiichi Tsuchiya นั้นเคยขับ Arta NSX ในคลาส GT500 แต่ปัจจุบันเป็นผู้จัดการให้กับ Super Autobacs Garaiya ในคลาส GT300

          – นักขับของทีม RE Amemiya, Masao Suenaga ได้ถูกเลือกโดยตัวของ Isami Amemiya เองเลยเพื่อให้มาขับ FD สีฟ้าคันนั้น เค้ามี Kumakubo เป็นอาจารย์ เช่นเดียวกับพี่/น้อง ของเค้า Naoto Suenaga ซึ่งก็มี D1 License เหมือนกัน

          – หลายคนเคยถามว่าทำไมลายไวนิลหรือสติกเกอร์บนด้านข้างของรถนั้น ติดแบบกลับด้านจากซ้ายไปขวา นี่ไม่เกี่ยวกับความมักง่ายของผู้ผลิตหรือกฎใด ๆ มันเป็นเรื่องของสไตล์มากกว่า

          – ถนนบนภูเขาบางเส้นเช่นบนภูเขา Haruna (ภูเขา Akina นั่นแหละ) มีเส้นดักความเร็วขนาดใหญ่บนถนน เนินเหล่านี้มีขึ้นเพื่อกันการแข่งกันบนภูเขา โดยปกติมันจะอยู่ตรงช่วงก่อนเข้าและออกจากโค้ง เช่น ตรงโค้งแฮร์พินติดกัน 5 โค้งรวดบน Haruna ในระยะหลังนี้ การป้องกันต่าง ๆ มีขึ้นเพื่อป้องกันการแข่งกันบนภูเขา นี่รวมถึงการขยายรั้วกั้นด้วยเพื่อป้องกันไอ้พวกบ้าการ์ตูนบางคนกระโดดตัดโค้งบนเนินอิโรฮะตามแบบในการ์ตูนเรื่อง Initial D ตอนทาคุมิแข่งกับ MR2

          – ในประเทศออสเตรเลียเองนั้นการดริฟท์มีต้นกำเนิดมาจากทางแถบภูเขาทางใต้ของออสเตรเลีย โดยการรับวัฒนธรรมมาจากญี่ปุ่นเมื่อยุคทศวรรษที่ 90 Adelaide ยังคงเป็นที่รู้จักกันในนาม “the Home of Aussie drift”

ที่มา http://www.prc.ac.th/tboard/aspboard_Question.asp?GID=1042
<!–
[กลับหัวข้อหลัก][ แก้ไข ]
–>